ข้อมูลประเทศเมียนมา

Release Date : 14-02-2017 00:00:00
ข้อมูลประเทศเมียนมา

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิรัฐศาสตร์

ที่ตั้ง

      ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย ระหว่างละติจูด ๑๐ องศา เหนือ ถึง ๒๘ องศา ๓๐ ลิปดา เหนือ และลองจิจูด ๙๒ องศา ๑๐ ลิปดา ตะวันออก ถึง ๑๐๑ องศา ๙ ลิปดา ตะวันออก

                 เวลาช้ากว่าประเทศไทย ๓๐ นาที

ขนาด

                 เมียนมามีพื้นที่รวมทั้งสิ้น ๖๗๘,๕๐๐ ตารางกิโลเมตร หรือ ประมาณ ๑.๓ เท่าของประเทศไทย โดยแบ่งเป็นพื้นดิน ๖๕๗,๗๔๐ ตารางกิโลเมตร และพื้นน้ำ ๒๐,๗๖๐ ตารางกิโลเมตร มีความยาวตั้งแต่เหนือสุดของประเทศที่รัฐคะฉิ่น จรดใต้สุดที่พรมแดนภาคตะนาวศรี ประมาณ ๒,๐๙๐ กิโลเมตร ส่วนกว้างที่สุดจากตะวันออกในเขตรัฐฉานจรดตะวันตกในรัฐชิน ประมาณ ๑,๑๒๐ กิโลเมตร ส่วนที่แคบที่สุดอยู่ระหว่าง อ.เย รัฐมอญ ถึงบริเวณด่านเจดีย์สามองค์ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี กว้างประมาณ ๔๐ กิโลเมตร

อาณาเขต

                 ทิศเหนือ ติดกับมณฑลยูนนานของสาธารณรัฐประชาชนจีนประมาณ ๒,๑๘๕ กิโลเมตร

                 ทิศตะวันออก ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประมาณ ๒๓๕ กิโลเมตร และประเทศไทย ประมาณ ๒,๔๐๑ กิโลเมตร

                 ทิศตะวันตก ติดกับแคว้นอัสสัมของสาธารณรัฐอินเดียประมาณ ๑,๔๖๓ กิโลเมตร และสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ ประมาณ ๑๙๓ กิโลเมตร

                 ทิศใต้ ติดกับทะเลอันดามัน และอ่าวเบงกอลรวมพรมแดนทางบก ติดกับประเทศต่าง ๆ มี ความยาวประมาณ ๖,๔๗๗ กิโลเมตร

                 มีพรมแดนทางทะเล ยาวทั้งสิ้นประมาณ ๑,๙๓๐ กิโลเมตร

ชายฝั่งและหาดยกพลขึ้นบก

                 มีพรมแดนที่เป็นชายฝั่งติดต่อกับทะเลทางตอนใต้ของประเทศ มีความยาวประมาณ ๑,๙๓๐ กิโลเมตร สามารถปฏิบัติการยกพลขึ้นบกได้หลายพื้นที่ ได้แก่ Sittwe Kyaukpyu Sondoway Bassein Pyapon Yangon Thaton Ye Tavoy Mergui และ Kawthuang

ลมฟ้าอากาศและอากาศประจำถิ่น

                 มีลักษณะลมฟ้าอากาศเป็นแบบมรสุมเขตร้อน ลักษณะอากาศโดยทั่วไปมีเมฆมากฝนตกชุก ร้อนและร้อนชื้นมีกระแสลมประจำพัดจากแผ่นดินลงสู่ทะเลในช่วงฤดูหนาว และพัดจากทะเลเข้าสู่แผ่นดินในช่วงฤดูร้อน กระแสลมนี้ทำให้อากาศแห้ง และมีลักษณะคล้ายกับประเทศไทย โดยมีฤดูกาล ๓ ฤดู คือ

                 ก) ฤดูร้อน มี.ค. - พ.ค. อุณหภูมิเฉลี่ย ๓๗.๘ oc

                 ข) ฤดูฝน พ.ค. - ต.ค. อุณหภูมิลดลงเล็กน้อย

                 ค) ฤดูหนาว กลาง ต.ค. - ก.พ. อุณหภูมิเฉลี่ย ๗ - ๑๐ oc

ลักษณะภูมิประเทศ

                 มีลักษณะรูปร่างประเทศคล้ายเลขเก้าอารบิค กล่าวคือ พื้นที่บริเวณตอนเหนือมีลักษณะแหลม พื้นที่ตอนกลางกว้าง พื้นที่ทางตอนใต้เล็กเรียว และ บางส่วนมีความแคบขนานไปกับฝั่งทะเลอันดามัน และบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี

                 ลักษณะภูมิประเทศเป็นป่าร้อยละ ๕๗ และพื้นที่ซึ่งเหมาะแก่การเพาะปลูกร้อยละ ๑๕ โดยมีภูเขาทางภาคเหนือ ภาคตะวันออก และ ภาคตะวันตกตอนกลางของประเทศเป็นที่ราบลุ่มแถบแม่น้ำอิระวดี เหมาะแก่การทำนา ส่วนพื้นที่ทางทิศตะวันตกและทิศใต้เป็นฝั่งทะเลยาว ไปตามอ่าวเบงกอล เริ่มตั้งแต่พรมแดนที่ติดต่อกับบังกลาเทศ ไปจนถึงวิคตอเรียพอยท์ ในขณะที่พื้นที่ตอนใต้สุดเป็นแผ่นดินแคบ ๆ อยู่ระหว่างเทือกเขาตะนาวศรีกับฝั่งทะเล

พื้นที่ทางยุทธศาสตร์

                 โครงการก่อสร้างทางหลวงระหว่างประเทศสายทวาย– บ้านเก่ากาญจนบุรี (A-123) เป็นนโยบายของรัฐบาลไทยเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนเชื่อมโยงชายฝั่งทะเลตะวันตกของไทยกับชายฝั่งทะเลอันดามันของเมียนมา  โดยเริ่มตั้งแต่จุดตัดพรมแดนไทย-เมียนมา ที่ช่องทางเข้า – ออกที่บ้านแม่ธามี่ บ้านพุน้ำร้อน ต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี จนถึงเมืองท่าใน จ.ทวาย ของเมียนมา ระยะทาง ๑๓๐ กิโลเมตร ระยะเริ่มแรกเป็นถนน ๒ ช่องจราจร ใช้เวลาก่อสร้าง ๔ ปี และจะเริ่มก่อสร้างอีก ๒ ช่องจราจร หากการจราจรมีความคับคั่งเพิ่มมากขึ้น โดยโครงการจะเสร็จสมบูรณ์ภายในเวลาประมาณ ๑๒ ปีทั้งนี้ หากมองในประเด็นยุทธศาสตร์ความมั่นคง เส้นทางนี้เมื่อสร้างแล้วเสร็จอาจส่งผลกระทบต่อไทย ในอนาคตหากเกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับเมียนมา เส้นทางนี้อาจถูกใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ในการเคลื่อนย้ายกำลังพลยุทโธปกรณ์ ตลอดจนการส่งกำลังบำรุง ได้รวดเร็วมากขึ้น

                 เส้นทางสายยุทธศาสตร์ ด้าน ตอ. ไปยังด้าน ตต. จากเมืองมูเซ (ด่านการค้าชายแดนเมียนมา –จีน หรือ Muse 105th Mile Border Trade Zone) เมืองลาเฉียว เมืองเชียงตุง ในรัฐฉานเหนือ ถึงเมืองชิตต่วยในรัฐยะไข่

                 ด้านเหนือถึงด้านใต้สุดของประเทศจากเมืองปูเตา ในรัฐคะฉิ่นถึงเกาะสองในภูมิภาคตะนาวศรี

                 สนามบินในเมียนมาส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์ร่วมกันทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน สนามบินนานาชาติมี ๓ แห่ง คือ มิงกลาดอน ในเมืองย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และเนปิดอว์ ทั้งนี้สนามบินภายในประเทศมี ๑๖ แห่ง

การปกครอง

           ประวัติการปกครองของเมียนมาสามารถแบ่งเป็นห้วงต่าง ๆ ได้แก่

           ๑)   ห้วงก่อนจักรวรรดินิยมอังกฤษ

           ๒)   ห้วงเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และการเรียกร้องเอกราช

           ๓)   ห้วงหลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษ (ระหว่างปี ๒๔๙๑ – ๒๕๐๕) การปกครองแบบสังคมนิยม (ระหว่างปี ๒๕๐๕ – ๒๕๓๑)

           ๔)   ห้วงการปกครองโดยสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (State Peaceand Development Council : SPDC)  มีอำนาจสูงสุดในการบริหารปกครองประเทศ (ปี ๒๕๓๑ ถึง ๒๕๕๔)

      และ ๕) ห้วงการถ่ายโอนอำนาจจาก (SPDC)ให้กับรัฐบาลใหม่ซึ่งนำโดยประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เมื่อ     ๓๐ มี.ค.๕๔ และทำให้ (SPDC)  ต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย พร้อมกับจัดตั้งสภาสูงสุดแห่งรัฐ (State Supreme Council : SSC) ซึ่งเป็นองค์กรที่มิได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยปฏิบัติหน้าที่ควบคู่กับสภาความมั่นคงและความปลอดภัย (National Defence and Security Council : NDSC) ซึ่งเป็นองค์กรที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ และมีหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลและรัฐสภา

           ปัจจุบันเมียนมาปกครองโดยรัฐบาลพลเรือนมี อู ติน จ่อ เป็นประธานาธิบดี เข้ารับตำแหน่งเมื่อ   ๓๐ มี.ค.๕๔ ในรูปแบบสหภาพ (Union/Pyindaungsu) โดยแบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๗ รัฐ ๗ ภูมิภาค และ ๑ เขตสหภาพ ได้แก่ รัฐคะฉิ่น รัฐคะยา รัฐกะเหรี่ยง รัฐมอญ รัฐอารกัน (ยะไข่) รัฐฉาน รัฐชิน ภูมิภาคสะกาย ภูมิภาคตะนาวศรี ภูมิภาคมะกวย ภูมิภาคพะโค ภูมิภาคมัณฑะเลย์ ภูมิภาคอิระวดี ภูมิภาคย่างกุ้ง และ ๑ เขตสหภาพ (เมืองหลวง คือ เนปิดอว์ ขึ้นตรงต่อประธานาธิบดี)

ฝ่ายบริหาร

                 ฝ่ายบริหาร มีประธานาธิบดี ติน จ่อ เป็นประมุขของรัฐ และหัวหน้าฝ่ายบริหาร โดยเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี จำนวน ๓๐ คน และ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่าง ๆ จำนวน ๓๙ คน รวมถึงการแต่งตั้งมุขมนตรีประจำภาค/รัฐต่างๆ คณะรัฐมนตรีประจำแต่ละภาค/รัฐ และหัวหน้าเขตปกครองตนเองและภาคปกครองตนเอง

                 รัฐบาลมี ๒ ระดับ คือ

                 - ระดับสหภาพ เป็นรัฐบาลพรรคเดียว จัดตั้งโดยพรรคการเมืองของรัฐบาล มี ๓๑ กระทรวง รมว. ๓๖ คน และรมช. ๕๐ คน

                 - ระดับภูมิภาค ส่วนใหญ่เป็นรัฐบาลผสมมีการจัดสรรตำแหน่ง รมต.ประจำภูมิภาค ให้กับพรรคการเมืองชนกลุ่มน้อยในพื้นที่

ฝ่ายนิติบัญญัติ

                 สภาของเมียนมา ประกอบด้วย ๓ สภา คือ วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎรและสภาประจำภาค/รัฐ ซึ่งได้มาจากการเลือกตั้งและการแต่งตั้งโดยฝ่ายทหาร

                 ฝ่ายนิติบัญญัติมี ๒ ระดับ คือ รัฐสภาสหภาพ และรัฐสภาระดับภูมิภาค  ทำหน้าที่ออกกฎหมาย ข้อมติ และจัดให้มีการไต่สวนในเรื่องที่มีความสำคัญ รวมทั้งให้ความเห็นชอบงบประมาณและภาษี

ฝ่ายตุลาการ

                 ประกอบด้วย ศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุดของประเทศ ศาลสูงประจำภูมิภาค ศาลสูงประจำเขตการปกครองตนเอง ศาลประจำเมือง ศาลประจำอำเภอ และศาลอื่น ๆ ตามรัฐธรรมนูญ เช่น ศาลทหาร และศาลรัฐธรรมนูญ

การเมือง

พรรคการเมือง

                 พรรคการเมืองที่สำคัญได้แก่

                 - พรรคสหภาพเพื่อความเป็นปึกแผ่นแห่งสหภาพและการพัฒนา

                   (Union Solidarity and Development Party : USDP)

                 - พรรคNational Democratic Force (NDF)

                 - พรรคDemocratic Party Myanmar (DPM)

                 - พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(National League for Democracy : NLD)

                 พรรคการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ(ส่วนใหญ่เป็นพรรคการเมืองขนาดเล็ก) อาทิ เช่น

                 - พรรค Shan Nationalities Democratic Party : SNDP)

                 - พรรคRakhine Nationalities Development Party (RNDP)

                 - พรรค  All Mon Regional Democracy Party (AMRDP)

การเลือกตั้ง

                 จากผลการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อ ๘ พ.ย.๕๘ ส่งผลให้การเมืองภายในเมียนมาเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากคณะกรรมาธิการการเลือกตั้งเมียนมา (The Union Electoral Commission: UEC)ได้ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ปรากฏว่า พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League For Democracy: NLD) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้านนำโดยนางออง ซาน ซูจี ได้รับชัยชนะเหนือพรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา (The Union Solidarity and Development Party: USDP) เป็นพรรครัฐบาลเดิม และได้ครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และสภามณฑล/รัฐ โดยได้ที่นั่ง ๓๙๐ ที่นั่ง จากทั้งหมด ๔๙๘ ที่นั่ง หรือคิดเป็นร้อยละ ๗๘ ในขณะที่พรรค USDP ได้ที่นั่งเพียง ๔๑ ที่นั่ง ส่วนที่เหลือเป็นของพรรคการเมืองกลุ่มชาติพันธุ์และผู้สมัครอิสระ ในขณะที่พรรค USDP และกองทัพ ประกาศยอมรับผลการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม แม้ว่า พรรค NLD จะชนะการเลือกตั้งสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล รวมทั้ง  มีสิทธิเสนอชื่อผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งที่ประชุมมีมติให้อู ทิน จ่อ (U Htin Kyaw) ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๙ ในขณะที่นางออง ซาน ซูจี ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งได้ เนื่องจากมีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ และได้ดำรงตำแหน่งเพียง รมว.กต. รมว.ประจำสำนักประธานาธิบดี ล่าสุดเมื่อ ๗ เม.ย.๕๙ ประธานาธิบดีอู ทิน จอ ได้ลงนามกฎหมายรับรองนางออง ซาน ซูจี ขึ้นดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาแห่งรัฐท่ามกลาง เสียงคัดค้านจากผู้แทนฝ่ายกองทัพ ทั้งนี้ ฝ่ายกองทัพก็ยังคงมีอิทธิพลอย่างมาก เนื่องจากสมาชิกรัฐสภาฝ่ายทหาร ๑ ใน ๔ หรือร้อยละ ๒๕ สามารถวีโต้กฎหมายฉบับต่างๆ ได้ จึงไม่ง่ายนักที่พรรค NLD จะผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากจะเกิดการเผชิญหน้ากับฝ่ายกองทัพได้อย่างรวดเร็ว

                 สำหรับความเคลื่อนไหวของพรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา (The Union Solidarity and Development Party: USDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลนั้น ได้เกิดความแตกแยกภายในพรรคระหว่างประธานาธิบดี อู เต็ง เส่ง กับกลุ่มการเมืองของ อู ตูระ ฉ่วยมาน ประธานสภาผู้แทนราษฎร/อดีตประธานพรรค USDP ที่มีแนวนโยบายสอดคล้องกับพรรค NLD มาอย่างต่อเนื่อง และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พรรค USDP พ่ายแพ้การเลือกตั้ง ในขณะประธานาธิบดีอู เต็ง เส่ง ที่ได้ยอมรับความพ่ายแพ้แก่พรรค NLD

                 สำหรับกระบวนการปรองดองแห่งชาติของเมียนมา รัฐบาลได้ประสบความสำเร็จในการเจรจาสร้างสันติภาพกับชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ และร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกับชนกลุ่มน้อย ๘ กลุ่ม ประกอบด้วย สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (The Karen National Union: KNU) แนวร่วมประชาธิปไตยของมวลนักศึกษาพม่า (All Burma Students' Democratic Front: ABSDF) กองกำลังกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย (Democratic Karen Buddhist Army: DKBA) สภาสันติภาพ/กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Liberation Army - Peace Council: KNLA-PC) แนวร่วมแห่งชนชาติชิน (Chin National Front: CNF) กลุ่มปะโอ (Pa-Oh National Liberation Organization: PNLO) พรรคปลดปล่อยแห่งอาระกัน (The Arakan  Liberation Party: ALP) และสภากอบกู้รัฐฉาน/กองทัพรัฐฉานใต้ (The Restoration Council of Shan State/Shan State Army-South: RCSS/SSA-S) ควบคู่กับการปฏิรูปทางการเมือง ส่งผลให้มีการวางอาวุธ และแปรสภาพเป็นกองกำลังป้องกันชายแดน (Border Guard Force - BGF) ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกของกระบวนการปรองดองที่กำลังก้าวหน้า แต่ยังมีกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่สำคัญอีกอย่างน้อย ๗ กลุ่ม ที่ยังไม่ร่วมลงนามหยุดยิง ซึ่งมีสาเหตุหลักเกี่ยวกับพื้นที่ปกครองและผลประโยชน์ที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ อาทิ กองกำลังกลุ่มกะฉิ่นอิสระ (Kachin Independence Army: KIA)  กองกำลังกลุ่มรัฐฉานเหนือ (Shan State Army/North:  SSA/N) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การที่พรรค NLD ชนะการเลือกตั้ง และยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อย รวมทั้ง ชาวมุสลิมโรฮีนจา (ซึ่งทางการเมียนมา เรียกว่า ชาวเบงกาลี)จะกลายเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้เกิดการแยกตัวของชนกลุ่มน้อยที่ต้องการแยกเป็นอิสระจากรัฐบาลเมียนมามากขึ้น

ด้านการเมืองระหว่างประเทศ

             ในห้วงที่ผ่านมา รัฐบาลเมียนมาได้ประกาศนโยบาย Rebalancing Policy และส่งเสริมบทบาทของเมียนมา ในเวทีระหว่างประเทศ ให้ครอบคลุมทั้ง ๓ มิติที่สำคัญ คือ การเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง โดยให้ความสำคัญกับการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับมหาอำนาจต่าง ๆ ได้แก่ สหรัฐฯ จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น อินเดีย รวมทั้งประเทศตะวันตกอื่น ๆ ส่งผลให้เมียนมาเป็นตัวแปรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของมหาอำนาจที่จะเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคมากขึ้น เนื่องจากเมียนมาสามารถเลือกดำเนินนโยบายกับต่างประเทศที่สามารถสนองตอบกับผลประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตาม การที่พรรค NLD ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไป จะส่งผลให้สหรัฐฯ และประเทศตะวันตก เข้ามามีบทบาทในเมียนมาเพิ่มมากขึ้น โดยใช้ประเด็นการเป็นประชาธิปไตยมาเป็นกลไกในการดำเนินนโยบาย ด้านจีนจะยังให้ความช่วยเหลือและความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันอย่างรอบด้าน ซึ่งทำให้ดุลอำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศของเมียนมา มีการปรับเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญจนทำให้เกิดการแข่งขันอิทธิพลระหว่างสหรัฐฯ จีน และอินเดียในเมียนมามากขึ้น

            ส่วนความสัมพันธ์กับอาเซียนนั้น เมียนมาได้รับการยอมรับจากสมาชิกอาเซียนหลังได้ทำหน้าที่ประธานอาเซียนได้อย่างสมบูรณ์ ในฐานะประธานอาเซียน เมื่อปี ๕๗ และการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนภายหลังปี ๕๘ เมียนมาได้มีจุดแข็งในฐานะเป็นชาติที่มีทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ตลาดที่กำลังขยายตัวและแรงงานจำนวนมากที่มีค่าแรงถูก รวมทั้ง ความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์แหล่งที่ตั้งเป็นประตูสำคัญสู่ตลาดใหญ่อย่างจีน และอินเดีย อย่างไรก็ตาม เมียนมากำลังเผชิญกับการถูกกดดันจากนานาชาติและส่งผลให้สมาชิกอาเซียนแสดงความกังวลเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางศาสนาระหว่างชาวพุทธและมุสลิมในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาชาวมุสลิมโรฮีนจา ในรัฐยะไข่ที่ถูกกีดกันทางการเมืองและสิทธิความเป็นพลเมืองของเมียนมา จะเป็นสาเหตุขยายไปสู่ความขัดแย้งทางศาสนาระหว่างชาวพุทธและมุสลิมอีกครั้ง

ด้านเศรษฐกิจ

                รัฐบาลเมียนมาได้เปิดเสรีระบบเศรษฐกิจแบบการตลาดที่เน้นให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงนโยบายควบคู่ไปกับการปฏิรูปการเมือง โดยตั้งเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจไว้สูงถึงร้อยละ ๑๐.๕ ต่อปี และกรอบการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม (Framework for Economic and Social Reforms: FESR) ซึ่งเป็นแผนระยะกลางและยาวที่มีเป้าหมายให้เมียนมา หลุดพ้นจากสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุดภายในปี ๒๕๖๓ และตั้งเป้าหมายจะกลับมาเป็นอันดับ ๑ ในการเป็นศูนย์กลางการค้าข้าวและเป็นอันดับ ๑ ของผู้ส่งออกข้าว ในอาเซียนในปี ๒๕๖๓ รวมทั้ง ยังคงดำเนินนโยบายเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุน จากต่างชาติในโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และสนับสนุนการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ อาทิ โครงการสร้างท่าเรือ ท่อส่งก๊าซและน้ำมันจากเมืองเจ้าผิว รัฐยะไข่ของเมียนมา ไปยังมณฑลยูนนานของจีน โครงการพัฒนาท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรมตีละวา ในนครย่างกุ้ง ร่วมกับญี่ปุ่น โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมที่เมืองทวาย ภาคตะนาวศรี รวมถึงเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงมายังประเทศไทย โครงการสร้างสนามบินนานาชาติ ที่เมืองหงสาวดี โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้า โครงการพัฒนาระบบประปาในย่างกุ้ง โรงงานผลิตปูนซีเมนต์โดยกลุ่มเครือซีเมนต์ไทย โครงการด้านพลังงานโดย ปตท.สผ. และโครงการพัฒนาระบบรถไฟ เป็นต้น แม้ว่า บางโครงการอาจจะประสบปัญหาด้านการระดมทุน แต่ก็ทำให้มีการไหลเวียนของเงินทุนจากต่างประเทศเข้าสู่เมียนมามากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เมียนมาไม่อาจหวนคืนสู่การปิดประเทศเช่นในอดีต ทั้งนี้ เศรษฐกิจของเมียนมามีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น แม้ว่า จะยังไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ร้อยละ ๑๐ ต่อปีก็ตาม ซึ่งจะเห็นได้จากในปี ๒๕๕๘ เศรษฐกิจเติบโตถึงร้อยละ ๘.๕ และปี ๒๕๕๙ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะเติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๘.๕ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเมียนมา จะเป็นประเทศ ที่มีทรัพยากรด้านพลังงาน เช่น น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมาก แต่ยังต้องอาศัยการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันที่มีอยู่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการผลิตใช้ในประเทศ นอกจากนี้ การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของเมียนมา ยังคงประสบปัญหาจากการระดมทุนจากต่างประเทศ และเป็นที่จับตามองว่า รัฐบาลใหม่ของเมียนมา จะสามารถดำเนินตามนโยบายเศรษฐกิจตามที่ได้ประกาศไว้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการทุจริตและปัญหาความโปร่งใสของโครงการต่าง ๆ

           สำหรับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเมียนมานั้น ชาติตะวันตกได้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเมียนมาแล้วเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังคงมาตรการคว่ำบาตรสินค้าเกี่ยวกับยุทโธปกรณ์และสินค้าที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงอยู่ต่อไป ดังนั้น เมียนมาจึงเริ่มดำเนินนโยบายการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศและบริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะชาติที่ไม่มีท่าทีแทรกแซงกิจการภายในของเมียนมา เช่น จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย รวมทั้ง อาเซียน ทำให้บริษัทต่างชาติให้ความสนใจลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ กลุ่มพลังงาน น้ำมันปิโตรเลียม และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่สาขาอื่นๆ เช่น การผลิตและการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการผลิตและประกอบชิ้นส่วนยานยนต์ เสื้อผ้า ยาง และพลาสติก รวมถึงภาคบริการโรงแรม เริ่มมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นด้วย

สังคมจิตวิทยา

      ประชากร

                 เมียนมา ถิ่นฐานชาวพม่าแท้ อาศัยอยู่มากรวม ๗ ภูมิภาค และ  ถิ่นฐานที่มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่รวม ๗ รัฐ ประกอบด้วย ชาติพันธุ์ ๑๓๕ ชนเผ่า ที่สำคัญได้แก่ พม่า ไทยไหญ่ กะเหรี่ยง ยะไข่ ชิน คะฉิ่น คะยา ลาฮู มอญ ปะหล่อง ปะโอ และว้า

                 ประชากรทั้งหมด ๕๔,๕๘ ล้านคน (ปี ๒๕๕๘)

                 อัตราส่วนประชากรตามอายุ(ปี ๒๕๕๘) แบ่งเป็น

                       - ช่วงอายุ ๐-๑๔ ปี ร้อยละ ๒๖.๗

                       - ช่วงอายุ ๑๕-๒๔ ปี ร้อยละ ๑๘.๖

                       - ช่วงอายุ ๒๕-๕๔ ปี ร้อยละ ๔๒.๘

                       - ช่วงอายุ ๕๕-๖๔ ปี ร้อยละ ๖.๗

                       - ช่วงอายุ ๖๕ ปีขึ้นไป ร้อยละ ๕.๒

                       อัตราการเพิ่มประชากร ร้อยละ ๑.๐๕ (ปี ๒๕๕๘)

           ลักษณะของพลเมือง

                 วัฒนธรรมการแต่งกายของประชาชนเมียนมา

                 ผู้ชายนุ่งโสร่ง สวมเสื้อคอกลม กระดุม ๕ เม็ด เรียกว่า เอ็งยี่ หรือ พะนะใช้ผ้าโพกหัวหรือใส่หมวกผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่นกรอมเท้า สวมเสื้อเอ็งยี่รัดรูปเกล้าผมและทัดดอกไม้ ส่วนรองเท้าจะใส่เหมือนกันทั้งหญิงและชาย คือ รองเท้าแตะ(แบบหนีบ)

           การศึกษา

                 อัตราการรู้หนังสือในกลุ่มผู้ใหญ่(อายุ ๑๕ ปีขึ้นไป อ่านและเขียนหนังสือได้) ร้อยละ ๙๒.๓   (ปี ๒๕๕๘) ระบบการศึกษาแบ่งเป็น ๒ ช่วง คือ ขั้นพื้นฐาน (เด็กเล็ก-มัธยมปลาย) ๑๑ ปี และขั้นอุดมศึกษา ส่วนการศึกษาภาคบังคับคือการศึกษาจนถึงระดับมัธยมต้น (ปีที่ ๘ - ๑๐)

           ศาสนา

                 ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท คริสต์ อิสลามฮินดู ภูตผี วิญญาณ เทวดาหรือนัต และอื่น ๆ

 

รูปภาพที่เกียวข้อง
ข้อมูลประเทศเมียนมา
ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง